โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease หรือ PD)
โรคพาร์กินสัน เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองที่มีความสามารถในการสร้างโดปามีน (Dopamine) บริเวณเบซัลแกงเกลีย (Basal Ganglion) และก้านสมอง (โดปามีนคือ สารสื่อประสาทที่มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการทรงตัว) เมื่อเซลล์สมองเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายไป การสร้างสารโดปามีนจึงลดลง ทำให้เกิดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า แข็งเกร็ง การเดินและการทรงตัวลำบาก
อาการของโรคพาร์กินสัน
โรคพาร์กินสันจะแสดงอาการออกมากน้อยตามปัจจัยของแต่ละบุคคล เช่น อายุ ระยะเวลาการเป็นโรค ภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยพาร์กินสันจะมีอาการดังนี้
- สั่น – เกิดอาการสั่นเมื่ออยู่นิ่งมากกว่าตอนที่เคลื่อนไหว พบมากบริเวณ มือ เท้า อาจพบที่ลิ้นและคาง
- กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง – มักเกิดอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะแขน ขา ลำตัว
- เคลื่อนไหวช้า – ผู้ป่วยขาดความกระฉับกระเฉงในการเคลื่อนไหว อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้
- การแสดงออกทางสีหน้า – ใบหน้าผู้ป่วยจะแสดงสีหน้าไม่มีอารมณ์ เฉยเมย ผู้ป่วยสามารถขยับมุมปากได้เพียงเล็กน้อย
อาการพาร์กินสันสามารถจำแนกได้ 5 ระดับ ได้แก่
ระดับที่ 1: เกิดอาการสั่นเพียงเล็กน้อยในการเดิน ยืน การแสดงออกทางสีหน้า ซึ่งยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ปกติ
ระดับที่ 2: เกิดอาการสั่นทั้งสองข้าง อาการแข็งเกร็ง การยืน เดิน ผิดปกติและมีลำตัวคดงอเล็กน้อย การดำเนินชีวิตประจำวันยังปกติแต่บางอย่างอาจทำได้ยากขึ้น
ระดับที่ 3: เกิดอาการสั่นทั้งสองข้าง เริ่มทรงตัวไม่ค่อยอยู่ ร่างกายเริ่มสูญเสียสมดุลทำให้เดินช้าลง ผู้ป่วยมีโอกาสล้มได้ในระยะนี้
ระดับที่ 4: เกิดอาการสั่นทั้งสองข้างหนักมากจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด
ระดับที่ 5: เกิดอาการสั่นทั้งสองข้างอย่างรุนแรง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองทำให้เป็นผู้ป่วยติดเตียง นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมีอาการประสาทหลอนเกิดขึ้นด้วย
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
อาการที่เข้าข่ายเป็นโรคพาร์กินสัน ให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการสั่นที่เมื่ออยู่นิ่ง การพูดช้าลง การเดินช้าลง ไม่แกว่งแขน ร่างกายดูเกร็ง ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้ของโรคพาร์กินสัน ควรพาไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง เพราะหากรู้เร็วก็จะรักษาได้ไว และการรักษาก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น




